ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > โรคร้ายที่มาจากหนู

โรคร้ายที่มาจากหนู


โรคร้ายที่มาจากหนู

หนูที่เป็นสัตว์เลี้ยงนั้นน่ารักน่าเอ็นดู แต่หนูที่มาอาศัยบ้านเราโดยที่เราไม่ได้เลี้ยงนั้น นอกจากไม่น่ารักน่าเอ็นดูแล้ว ยังมีเชื้อโรคและพาหะนำโรคอยู่ในตัวมัน หนูสกปรกเหล่านี้เป็น “รังโรค” นำโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิดมาสู่คน

กาฬโรค (Plaque)

กาฬโรคเป็นโรคอันดับต้นที่เรามัก จะนึกถึงเมื่อนึกถึงโรคที่เกิดจากหนู เนื่องจากโรคนี้เป็นโรค เก่าแก่ ในประวัติศาสตร์มีประวัติการแพร่ระบาดของกาฬโรคหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็คร่าชีวิตผู้คนในระดับเรือนแสนเรือนล้าน กาฬโรคเป็นโรคติดต่อที่แพร่ระบาดในหนู และในสัตว์ฟันแทะอื่นๆ สามารถติดต่อมาถึงคนได้ โรคนี้มีหมัดหนูที่อาศัยบนตัวหนูเป็นพาหะ แต่ตัวการที่ทำให้เกิดโรคนี้จริงๆ ก็คือแบคทีเรียที่ชื่อ Yersinia pestis กาฬโรคติดต่อมายังคนได้หลายช่องทาง เช่น ถูกหมัดหนูกัด สัมผัสสัตว์ที่ป่วยหรือตายด้วยโรคนี้ สัมผัสกับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจของผู้ป่วยโรคนี้ เป็นต้น ผู้ป่วยจะมีอาการโลหิตเป็นพิษ มีไข้ มีอาการทางประสาท ต่อมน้ำเหลืองบวม และอาจมีอาการอักเสบแบบมีเลือดออก และมีเนื้อตายร่วมกับการขยายใหญ่ของต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่ถูกหมัดหนูกัด หากไม่ได้รักษาก็อาจเสียชีวิตได้

เลปโทสไปโรซิส

บางคนเรียกโรคเลปโทสไปโรซิสว่า “โรคฉี่หนู” เพราะเข้าใจว่าสัตว์ที่นำโรคนี้มาคือหนูเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ โรคนี้เป็นโรคที่แพร่ระบาดในฤดูฝน ในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง เกิดจากแบคทีเรีย เชื้อเลปโทสไปรา (Lepto spira interrogans) ซึ่งอาศัยอยู่ในสัตว์หลายชนิด เช่น โค กระบือ แมว สุนัข ไม่ได้มีแต่เฉพาะในหนูเท่านั้น แต่การติดโรคนั้นจะเกิดจากการสัมผัสฉี่ของสัตว์ต่างๆ และไม่ปรากฏว่าติดต่อจากคนสู่คน อาการของโรคเลปโทสไปโรซิสจะมีอาการไข้คล้ายไข้หวัดใหญ่ ปวดเมื่อยตามตัวและที่สำคัญคือ จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น ขา น่อง และจะมีอาการปวดศีรษะ วิธีหลีกเลี่ยงโรคนี้คือหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำท่วมขัง ถ้าจำเป็นต้องย่ำก็ต้องสวมรองเท้ากันน้ำ และล้างมือเท้าให้สะอาดทันที

โรคฮันทาไวรัส

ฮันทาไวรัส มีสัตว์ฟันแทะหลายชนิดเป็นพาหะ จากการสำรวจนั้นพบว่ามีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ในหนูชนิดต่างๆ แม้การ เป็นโรคนี้ในประเทศไทยยังไม่มากนัก แต่ก็เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากปัจจุบันการระบาดของโรคอาจมากับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เช่น จากประเทศจีน เกาหลี พม่า ศรีลังกา จีน รัสเซีย เป็นต้น องค์การอนามัยโลกระบุว่า ในแต่ละปี มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคนี้ทั่วโลกประมาณ 60,000-150,000 ราย โรคนี้แบ่งได้เป็นสองกลุ่มอาการได้แก่ โรคไข้เลือดออกที่มีอาการทางไต (Hemorrhagic fever with renal syndrome, HFRS) และ โรคติดเชื้อไวรัส ฮันทาที่ระบบหัวใจและทางเดินหายใจ (Hantavirus cardiopulmonary syndrome, HCPS) อาการของผู้ป่วยเป็นโรคนี้ จะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวด ศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหรือปวดเอวมาก ตาแดง มีจุดเลือดออก ปัสสาวะน้อย ตัวเย็น ความดันเลือดต่ำ ช็อก โอกาสเสียชีวิตค่อนข้างสูง

หนูตามท้องนาและหนูบ้านจัดเป็นรังโรคของไวรัสชนิดนี้ โดยเชื้อไวรัสจะปะปนอยู่ในปัสสาวะ อุจจาระและน้ำลายของหนู คนติดเชื้อโดยสัมผัสโดยตรงหรือสูดเอาละอองจากสิ่งขับถ่ายของหนูเข้าไป

ซัลโมเนลโลซิส (Salmonellosis)

โรคนี้เป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารก็จริง แต่เกี่ยวข้องกับหนูในฐานะที่หนูเป็นรังโรค โรคนี้เกิดจากแบคทีเรียซัลโมเนลลาหลายสายพันธุ์ เช่น Salmonella typhimurium, S. enteritidis เป็นต้น เป็นการติดเชื้อเฉียบพลันในลำไส้ แหล่งรังโรคอันสำคัญอื่นๆ นอกเหนือจากหนูคือ เป็ด ไก่ และสัตว์เลี้ยง

ไข้หนูกัด (Rat bite fevers)

ถ้าเราถูกหนูกัด เราอาจจะแค่เป็นแผลธรรมดา แต่ถ้าโชคร้ายกว่านั้น หนูที่เรากัดมีเชื้อโรคอยู่ในร่างกาย เราก็อาจจะได้รับเชื้อโรคจากหนูก็ได้ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า (ซึ่งเกิดได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด ไม่เว้นแม้กระทั่งหนู) หรือเราอาจจะเป็นโรคไข้หนูกัด ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียที่อยู่ในตัวหนูที่ชื่อ Spirillum minus อาการของโรคนี้จะเริ่มต้นจากเป็นไข้หนาวสั่นทันทีทันใด ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง บางคนมีจุดเลือดออกหรือตุ่มหนอง ข้อบวมแดงและปวด ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

โรคสครับไทฟัส

สครับไทฟัส (Scrub typhus หรือ mite-borne typhus) เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรียจำพวกริกเกตต์เซีย Orientia tsutsugamushi หรือ R. tsutsugamushi มีไรเป็นพาหะนำโรค ไรเหล่านี้อาศัยบนตัวสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระต่าย กระแต เป็นต้น เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งอาจจะเกิดโดยบังเอิญ โดยถูกพาหะนำโรคที่มีเชื้อกัด อาการที่สำคัญของโรคนี้ ได้แก่ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงบริเวณขมับและหน้าผากมีไข้สูง หนาวสั่น เพลีย ปวดเมื่อยตัว อาเจียน ปวดท้อง ท้อง ร่วง ปวดกระบอกตา ไต ตับ ม้ามโต และอาจพบแผลบริเวณที่ถูกไรกัด

โรคมิวรีนไทฟัส

มิวรีนไทฟัส (Murine typhus หรือ Flea-borne typhus) เกิดจากเชื้อริกเกตต์เซียที่ชื่อ Rickettsiae typhi โดยที่เชื้อชนิดนี้อยู่ในตัวหมัด เมื่อหมัดหนูกัดคนก็จะถ่ายมูลออกมา เชื้อจะเข้าสู่บาดแผลที่ถูกกัด ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อย และมีผื่น อาการของโรคจะรุนแรงน้อยกว่าสครับไทฟัส

โรคพยาธิตัวตืด

พยาธิตัวตืดในหนูทำให้เกิดโรคในคนหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น พยาธิตืดแคระ (Hymenolepis nana) ทำให้เกิดโรค Hymenolepiasis nana พยาธิตืดหนู (Hymenolepis diminuta) ทำให้เกิดโรค Hymenolepiasis diminuta (หรือโรค Rat tapeworm infection) เป็นต้น

พยาธิตัวตืดเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในลำไส้ของหนู ไข่พยาธิจะปะปนออกมากับอุจจาระ เมื่อหมัดหนูหรือแมลงปีกแข็งกินไข่พยาธิเข้าไป ตัวอ่อนจะเจริญอยู่ในตัวหมัด เมื่อหนูหรือคนกินหมัดเข้าไป (หมัดหนูร่วงลงในอาหาร คนกินอาหารนั้นเข้าไป) ตัวอ่อนก็จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยอยู่ในลำไส้ของหนูและคน หากมีพยาธิในร่างกายเราไม่มากก็จะไม่มีอาการอะไร แต่ถ้ามีพยาธิมาก ก็จะมีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง อาเจียน น้ำหนักตัวลด ไม่มีกำลัง มีอาการทางประสาทคล้ายลมบ้าหมู นอนไม่หลับ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่รู้สึกหิว คันบริเวณจมูกและทวารหนัก นอกจากนี้อาจพบอาการอุจจาระร่วงและมีเลือดปน ร่วมทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ รายที่ความต้านทานต่ำจะเกิดอาการแพ้ได้

นอกจากหนูที่เราไม่ได้เลี้ยงจะพาโรคมาให้เราแล้ว หนูเลี้ยงแสนรักของเราก็ยังสามารถพาโรคภัยมาให้เราได้เช่นกัน เช่น โรคเชื้อราที่ผิวหนังของหนูแกสบี้ก็สามารถติดต่อมายังคน และทำให้เราเป็นโรคผิวหนังได้ ดังนั้น เราต้องระวังไว้เสมอ และคาถาสำคัญที่จะทำให้เราห่างไกลโรคภัยจากหนูทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจเลี้ยงก็คือ ความสะอาดและความเป็นระเบียบของบ้าน อย่าให้หนูที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามอยู่ร่วมบ้านเราได้เป็นอันขาด

 

ที่มา : http://www.tlcthai.com/club



ผู้ตั้งกระทู้ by siraya :: วันที่ลงประกาศ 2010-09-28 12:00:34


[1]

ความเห็นที่ 1 (1512130)

เตือนโรคร้าย หมัดหนูพาหะ รุนแรงถึงตาย

 




 หมัดหนู - หนู
 


เตือนโรคร้าย หมัดหนูพาหะ รุนแรงถึงตาย (ไทยรัฐ)

          อธิบดีกรมการแพทย์เตือน หน้าฝน-หนาว ระวังโรค ริกเก็ตเซีย ระบาดหนักอาการรุนแรงถึงตายได้ ชี้มี หมัดหนู เป็นพาหะ เร่งทุกบ้านทำความสะอาด หวั่นคนไทยติดเชื้อ...

          นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า โรคติดเชื้อริกเก็ตเซียเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ สครับไทฟัส โดยไรอ่อนเป็นพาหะนำโรค และเชื้อมิวรีนไทฟัส มีหมัดหนูเป็นพาหะนำโรค โดยมีสัตว์ฟันแทะเป็นแหล่งรังโรคโดยเฉพาะหนูเป็นส่วนใหญ่ มักจะระบาดมากในช่วงฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว และพบแทบทุกภาคของประเทศ ดังนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์พิษณุโลก จึงได้ทำการศึกษาความเสี่ยงของการเกิดโรคและการเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อริกเก็ตเซียด้วยวิธี Indirect Immunofluorescence Assay (IFA) จากซีรั่มของผู้ป่วยที่ส่งมาจากโรงพยาบาลต่าง ๆ จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ตาก น่าน พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และสุโขทัย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 - พฤษภาคม 2552 จำนวน 318 ราย 

         อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ผลการศึกษาพบผู้ติดเชื้อริกเก็ตเซีย 65 ราย คิดเป็นร้อยละ 20.44 แยกเป็นสครับไทฟัส 56 ราย มิวรีนไทฟัส 7 ราย และพบติดเชื้อร่วมกันทั้งสครับไทฟัสและมิวรีนไทฟัส 2 ราย โดยจะพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง สำหรับอาการที่สำคัญ ได้แก่ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงบริเวณขมับและหน้าผาก ตัวร้อนจัด มีไข้สูง 40-40.5 องศาเซลเซียส หนาวสั่น เพลีย ปวดเมื่อยตัว ปวดกระบอกตา มีอาการไอแห้งๆ ไต ตับ ม้ามโต และผู้ป่วยร้อยละ 30-40 จะพบแผลคล้ายบุหรี่จี้ (eschar) ที่บริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด มีสีแดงคล้ำเป็นรอยบุ๋ม ไม่คัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ โดยผู้ป่วยประมาณร้อยละ 20-50 อาจจะมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ การอักเสบที่ปอด สมอง ในรายที่อาการรุนแรง อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วมาก ความดันโลหิตต่ำ อาจถึงขั้นช็อก เสียชีวิตได้ 

          นพ.มานิต กล่าวด้วยว่า แนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวนั้นประชาชนควรหมั่นดูแลและทำความสะอาดบ้านเรือนเพื่อควบคุมและ กำจัดหนู โดยเฉพาะนักเดินทางที่นิยมท่องเที่ยงธรรมชาติ หรือเด็กนักเรียนที่ทำกิจกรรมเข้าค่ายในป่า ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะบริเวณทุ่งหญ้าชายป่า หรือบริเวณที่แสงแดดส่องไม่ถึง ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของสัตว์พาหะหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรทายากันแมลงกัด หรืออาบน้ำให้สะอาดหลังออกจากป่า พร้อมนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักให้สะอาดทันที ทั้งนี้หากพบผู้ป่วยที่มีอาการน่าสงสัยว่าจะเกิดโรค เช่น มีไข้ขึ้นสูงปวดศรีษะ หลังจากกลับจากบริเวณพื้นที่เสี่ยงประมาณ 2 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ และเล่าประวัติการเข้าไปสัมผัสแหล่ง ก่อโรคโดยทันที เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ซึ่งจะช่วยลดอัตราความเสี่ยง และอันตรายจากโรคได้





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ผู้แสดงความคิดเห็น by siraya วันที่ตอบ 2010-10-04 08:14:52


ความเห็นที่ 2 (1518870)

ดเเพดหี่ด่ด่เด่าเเดเเ

ผู้แสดงความคิดเห็น สวยงามมากกกกกกก วันที่ตอบ 2010-11-24 14:03:14



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.